ไม่มีใครยอมใคร กระต่าย 2 ตัว กระโดดต่อสู้กลางอากาศ ก่อนลงเอยแบบนี้…

       ศึกมวยกระต่าย ที่ทั้งคู่สู้กันกลางอากาศ ในชนิดที่ว่าไม่มีใครยอมใคร ก่อนลงเอยแบบที่ใครคาดไม่ถึง

           ทวิตเตอร์ @utajima ซึ่งเป็นช่างภาพชาวญี่ปุ่น ที่ชอบถ่ายภาพกระต่ายบนเกาะ Okunoshima โดยปกติเราจะได้เห็นมุมน่ารักของกระต่ายที่ช่างภาพถ่ายทอดมาให้ แต่ไม่ใช่สำหรับกระต่ายคู่นี้ ช่างภาพได้ถ่ายชอตที่ทั้งคู่กำลังกระโดดต่อสู้กันกลางอากาศ ต่างคนต่างสู้กันอย่างดุเดือด สุดท้ายลงเอยด้วยการที่ทั้งคู่นอนกอดกัน ราวกับไม่มีเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้

กระต่าย

กระต่าย

กระต่าย

กระต่าย

กระต่าย

ภาพจากทวิตเตอร์ @utajima

10 สายพันธุ์กระต่ายน่ารักน่าเลี้ยง ที่ใคร ๆ เห็นแล้วต้องเลิฟเลย !

ทำความรู้จักกับ 10 สายพันธุ์กระต่ายยอดนิยม สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงกระต่าย มีพันธุ์ไหนน่ารักน่าเลิฟบ้าง เรามีมาแนะนำให้แล้ว

หากพูดถึงสัตว์เลี้ยงที่คนชอบนำมาเลี้ยงกันในบ้านแล้ว นอกจากสุนัขและแมว กระต่ายก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมไม่น้อย ด้วยความน่ารักของมัน ไม่ว่าจะเป็นขนอันนุ่มนิ่มและตากลมแบ๊ว ๆ แถมยังเลี้ยงไม่ยาก ไม่ส่งเสียงดังรบกวนอีกด้วย แต่เนื่องจากกระต่ายนั้นมีอยู่หลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์ก็มีลักษณะและจุดเด่นที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจึงนำ 10 สายพันธุ์กระต่ายสุดน่ารักมาแนะนำให้ผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงกระต่ายได้ลองพิจารณาเลือกกัน

วิธีเลือกสายพันธุ์กระต่ายมาเลี้ยง

ก่อนซื้อกระต่ายมาเลี้ยง ไม่ควรดูตามความชอบเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ภายนอกของกระต่ายจะดูคล้ายกันทุกสายพันธุ์ แต่ก็มีข้อแตกต่างกันในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิสัย ขนาด ลักษณะขน ซึ่งต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน สายพันธุ์กระต่ายที่เหมาะกับการเลี้ยงในบ้าน ควรเลือกกระต่ายขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ดูแลง่าย เป็นต้น 

สายพันธุ์กระต่ายยอดนิยม

1. ฮอลแลนด์ลอป

กระต่ายฮอลแลนด์ลอป (Holland Lop)

ฮอลแลนด์ลอป (Holland Lop) ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนามาจากเฟรนช์ลอป (French Lop) โดยจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่า มาพร้อมหูปรกข้างศีรษะ สีขนมีมากกว่า 30 สีเลยทีเดียว แถมยังเป็นกระต่ายที่เป็นมิตร น่ารัก เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกระต่ายพันธุ์ที่คนนิยมเลี้ยงมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ 

2. เนเธอร์แลนด์ดวอฟ

กระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ (Netherland Dwarf)

เนเธอร์แลนด์ดวอฟ (Netherland Dwarf) หนึ่งในกระต่ายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุด มักมีน้ำหนักตัวประมาณ 1 กิโลกรัมเท่านั้น พวกมันมีหูที่สั้นและตั้งตรง ขนหลากหลายสี ถึงแม้ว่าจะตัวเล็กนิดเดียว แต่ก็มีพลังงานที่ล้นเหลือ ชอบใช้เวลาไปกับการวิ่งเล่นออกกำลังกาย ซึ่งหากมันออกกำลังกายไม่เพียงพอจะทำให้เกิดอารมณ์เกรี้ยวกราด จึงควรเลี้ยงแบบปล่อยดีกว่าการขังไว้ในกรง เป็นสัตว์เลี้ยงที่เหมาะกับครอบครัว แต่ไม่เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก 

3. มินิเร็กซ์

กระต่ายมินิเร็กซ์ (Mini Rex)

มินิเร็กซ์ (Mini Rex) ถูกพัฒนามาจากสายพันธุ์เร็กซ์ (Rex) มีจุดเด่นที่ขนสั้นละเอียด เวลาสัมผัสจะรู้สึกคล้ายกับผ้ากำมะหยี่ แถมยังเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมาก อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างเชื่อง ชอบออกกำลังกาย เป็นมิตรและเข้ากับคนในครอบครัวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ 

4. มินิลอป

กระต่ายมินิลอป (Mini Lop)

มินิลอป (Mini Lop) เป็นกระต่ายที่เกิดจากการผสมกันระหว่างหลายสายพันธุ์ มีตัวขนาดเล็กแต่ใหญ่กว่าสายพันธุ์ฮอลแลนด์ลอป มีนิสัยเชื่อง เลี้ยงง่าย ชอบอยู่กับครอบครัว และต้องการการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างมาก ถ้าหากถูกปล่อยให้เหงาเมื่อไรมันมักจะกัดหรือเตะเจ้าของเพื่อเรียกร้องความสนใจ

5. ดัตช์

กระต่ายดัตช์ (Dutch)

ดัตช์ (Dutch) มีจุดเด่นที่สังเกตได้ง่ายและแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นเลยก็คือ ขนสีขาว-ดำ หูตั้งตรง ลำตัวขนาดเล็ก และมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ ราว ๆ ปี ค.ศ. 1830 พร้อมทั้งมีการพัฒนาให้เป็นสายพันธุ์กระต่ายที่เชื่อง เป็นมิตร เข้ากับคนได้ง่าย และดูแลง่าย เหมาะกับการนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงในครอบครัวอีกด้วย 

6. แคลิฟอร์เนียน

กระต่ายแคลิฟอร์เนียน (Californian)

แคลิฟอร์เนียน (Californian) เป็นพันธุ์ขนาดใหญ่ที่มักจะเห็นได้บ่อยในการแสดงโชว์ต่าง ๆ มีจุดเด่นคือ ตัวจะเป็นสีขาว มาพร้อมแต้มสีดำ 4 จุด คือ หู จมูก หาง และเท้าที่เป็นสีดำหรือสีอื่น ๆ จัดว่าเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์กระต่ายที่เชื่องและเหมาะนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงไม่น้อยเลยทีเดียว

7. ไลอ้อนเฮด

กระต่ายไลออนเฮด (Lionhead)

ไลอ้อนเฮด (Lionhead) กระต่ายพันธุ์เล็กที่มาพร้อมแผงคอฟู ๆ คล้ายกับสิงโต ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสายพันธุ์นั่นเอง มีนิสัยเป็นมิตรกับเด็ก ๆ แต่ค่อนข้างจะขี้เบื่อง่าย พวกมันชอบที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการออกกำลังกายหรือการเล่น แถมบางครั้งยังชอบเดินมาคลอเคลียกับเจ้าของด้วย 

8. เฟรนช์ลอป

กระต่ายเฟรนช์ ลอป (French Lop)

เฟรนช์ลอป (French Lop) กระต่ายพันธุ์ขนาดกลาง-ใหญ่ มีความน่ารักและฉลาด ถือกำเนิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา มีน้ำหนักตัวสูงสุดมากกว่า 6 กิโลกรัม พวกมันมีหูที่ยาวและลู่ลง แก้มป่อง หน้าผากกว้าง มีขนที่นุ่มและหนาที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ไม่ค่อยเหมาะกับการเลี้ยงในครอบครัวที่มีเด็กเล็กสักเท่าไรนัก เพราะมันมักชอบใช้เวลาอยู่กับเจ้าของที่เป็นผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุมากกว่า

9. เฟลมมิชไจแอนท์

กระต่ายเฟลมมิชไจแอนท์ (Flemish Giant)

เฟลมมิชไจแอนท์ (Flemish Giant) หนึ่งในกระต่ายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอายุขัยที่ยาวนาน โดยพวกมันมีน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 7 กิโลกรัม เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่คนนิยมเลี้ยงเนื่องจากนิสัยที่เป็นมิตรกับทุก ๆ คน แต่ในขณะเดียวก็เป็นกระต่ายที่ชอบอยู่เฉย ๆ ดังนั้นเจ้าของจึงควรฝึกให้พวกมันออกกำลังกายบ่อย ๆ 

10. ฮาร์เลคควิน

กระต่ายฮาเล็คควีน (Harlequin)

ฮาร์เลคควิน (Harlequin) เป็นกระต่ายพันธุ์ขนาดกลาง-ใหญ่ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส ลักษณะขนและลวดลายสีสันบนตัวถือเป็นจุดเด่นของสายพันธุ์นี้ หูทั้งสองข้างจะหันออกจากกัน สีของส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหู ใบหน้า และเท้า มักจะแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะประกอบไปด้วยสีดำและสีส้ม พวกมันมีนิสัยที่ค่อนข้างสุขุมเรียบร้อย แต่ในบางครั้งก็อาจซุกซนและขี้เล่นได้เหมือนกัน

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับกระต่ายน่ารัก ๆ ทั้ง 10 สายพันธุ์กันไปแล้ว ใครที่รู้สึกถูกชะตากับพันธุ์ไหนเป็นพิเศษก็หามาเลี้ยงกันได้เลย แต่ก็อย่าลืมศึกษาวิธีการเลี้ยงและการดูแลที่ถูกต้องก่อนด้วยล่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : wagwalking.com, animalcorner.org และ pethelpful.com

ทำความรู้จัก หมูแคระ เจ้าอู๊ดไซซ์มินิ สัตว์เลี้ยงที่หลายคนหลงรัก

ทำความรู้จัก หมูแคระ พร้อมวิธีเลี้ยงและดูแล เจ้าหมูตัวไซซ์มินิ สัตว์เลี้ยงที่หลายคนหลงรัก เลี้ยงได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

หมูแคระ

หมูแคระ หนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่มีความน่ารักน่าชังและมีคนให้ความสนใจอยากเลี้ยงกันไม่ใช่น้อย เนื่องจากมีขนาดตัวที่เล็กกว่าหมูทั่วไป สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ้านและนอกบ้านเช่นเดียวกับสุนัขและแมว แต่การจะนำมาเลี้ยงสักตัวก็ควรมาทำความรู้จักกันก่อนว่าหมูแคระนั้นมีลักษณะยังไง มีวิธีการเลี้ยงและดูแลที่ถูกต้องอย่างไรบ้าง

ลักษณะหมูแคระ

หมูแคระ (Mini Pig) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Porcula Salvania เป็นหมูที่มีรูปร่างอ้วนท้วน มีหัวค่อนข้างใหญ่และขาสั้น ซึ่งมีการพัฒนาหมูสายพันธุ์นี้ขึ้นมาในประเทศอังกฤษ ก่อนจะนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือยุโรป ถ้าเป็นหมูแคระพันธุ์แท้จากเวียดนามมักจะมีตัวสีดำ หูตั้งและหางตรง เมื่อโตเต็มวัยความสูงจะอยู่ที่ประมาณ 36-50 เซนติเมตร และมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 30-60 กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมี ไมโครพิก (Micro Pig) หรือ ทีคัพพิก (Teacup Pig) ลูกหมูสายพันธุ์ผสม เมื่อเกิดมาจะมีขนาดเล็กมากเทียบเท่ากับถ้วยน้ำชาเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีขนาดตัวที่เล็กกว่าและลวดลายหลากหลายกว่าหมูแคระทั่วไปอีกด้วย

หมูแคระกินอะไร

หมูแคระ

อาหารของหมูจิ๋วนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ดหมูคุณภาพสูง ผักหรือผลไม้ โดยหมูแคระแต่ละช่วงวัยจะต้องการอาหารสูตรที่แตกต่างกัน ตั้งแต่อาหารสำหรับวัยเด็ก วัยกำลังโต โตเต็มวัย และวัยสูงอายุ

โดยทั่วไปแล้วหมูแคระที่เป็นวัยแรกเกิดมักจะกินนมจากขวด ซึ่งหากไม่แน่ใจควรปรึกษาสัตวแพทย์ว่าควรให้อาหารสูตรใดจึงจะเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้อาจให้รับประทานผักและผลไม้ต่าง ๆ เช่น ขึ้นฉ่ายฝรั่ง พริกไทย แตงกวา แครอต ฟักทอง มันเทศ ลูกแพร์ องุ่น แอปเปิล และผักใบเขียว แล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะให้กินน้ำสะอาด ๆ ด้วยล่ะ

วิธีเลี้ยงหมูแคระ

หมูแคระ

สถานที่เลี้ยงหมูแคระ

หากต้องการเลี้ยงหมูแคระไว้นอกบ้าน หมูแคระจะต้องการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่มีบริเวณให้สามารถเดินเล่นไปมาได้ พร้อมฟางข้าวนุ่ม ๆ สำหรับเป็นที่นอน โดยต้องมีรั้วสูงกั้นรอบ ๆ เพื่อป้องกันการหนีออกมาและไม่ให้คนแปลกหน้าเข้าไปได้ ส่วนถ้าหากเลี้ยงไว้ในบ้านก็ต้องมีกล่องหรือลังปูด้วยผ้าห่มไว้ใช้เป็นที่นอนหลับพักผ่อนด้วย

การขับถ่าย

สำหรับการขับถ่ายไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในบ้านหรือนอกบ้าน สามารถฝึกให้ขับถ่ายในกระบะทรายได้ โดยกระบะทรายแบบที่มีพนักพิงสูงจะเหมาะกับหมูแคระในวัยเด็ก แต่ถ้าเป็นตัวโตเต็มวัยแล้วก็สามารถทำกระบะทรายได้เอง โดยอาจใช้อาหารเม็ด ขี้กบ ขี้เลื่อย เศษกระดาษ หรือแผ่นรองหญ้าปูลงไปในกระบะ

การออกกำลังกาย

เนื่องจากหมูแคระเป็นสัตว์ที่ฉลาด และต้องการได้รับความรักความเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เจ้าของจึงควรแบ่งเวลามาเล่นด้วยอย่างน้อยวันละ 1-2 ชั่วโมง และด้วยนิสัยที่อยากรู้อยากเห็นจะทำให้มันชอบวิ่งซนไปเรื่อย จึงควรหาที่กั้นเด็กมาจำกัดบริเวณเอาไว้ และถ้าหากปล่อยให้ออกมาเดินเล่นข้างนอกก็ควรสอดส่องดูแลระวังไม่ให้เผลอกินสิ่งแปลกปลอมเข้าไป รวมทั้งระวังสิ่งของแหลมคม หรือเล่นกับเด็กเล็กรุนแรงเกินไปด้วย

การอาบน้ำ

นอกจากนี้เจ้าของก็ควรอาบน้ำให้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้แชมพูและสบู่ที่ผลิตมาสำหรับหมูโดยเฉพาะ เพราะสบู่ที่คนใช้ทั่วไปอาจทำให้ผิวหนังแห้งหรือระคายเคืองได้ แนะนำให้อาบน้ำในอ่างด้วยน้ำอุ่น ใช้แปรงขัดถูเพื่อกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เสร็จแล้วเช็ดตัวให้แห้ง และทาเบบี้ออยล์เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้น

เลี้ยงหมูแคระมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

หมูแคระ

             ในการจะเลี้ยงหมูแคระสักตัวนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หลายอย่างดังต่อไปนี้

ราคาหมูแคระ ตัวละประมาณ 8,000-20,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับผู้จำหน่าย

ค่าใบอนุญาต (ในกรณีที่ต้องใช้)

ค่าวัคซีน, ตรวจสุขภาพ, ทำหมัน และค่ารักษาพยาบาล 

ค่าอาหารและวิตามินต่าง ๆ

ค่าตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น คอก ที่นอน หรือบ้านสำหรับหมูแคระ

ค่าจ้างคนเลี้ยงดูแทนในยามจำเป็น

ค่าซ่อมสิ่งของที่เสียหายที่เกิดจากความซนของหมูแคระ

            หลังจากที่ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับวิธีการเลี้ยงหมูแคระกันไปแล้ว ใครที่คิดจะนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงก็อย่าลืมดูแลเอาใจใส่ให้มาก ๆ นะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : petkeen.com, lafeber.com และ spca.bc.ca
 

9 แบรนด์อาหารเม็ดกระต่าย สารอาหารครบถ้วน ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

แนะนำอาหารเม็ดกระต่ายยี่ห้อไหนดี สำหรับเจ้าของกระต่ายที่กำลังลังเลว่าจะซื้อยี่ห้อไหนให้น้อง ๆ ที่บ้านกินดี มาดูกันเลย

อาหารเม็ดกระต่าย

ในปัจจุบันนี้อาหารเม็ดกระต่ายมีให้เลือกมากมายหลายสูตร หลายยี่ห้อ ทำให้เจ้าของเกิดความลังเลว่าควรจะเลือกซื้อยี่ห้อไหนให้กระต่ายกินดี วันนี้เราจึงได้รวบรวมเรื่องน่ารู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับอาหารเม็ดกระต่าย พร้อมทั้งยี่ห้อที่น่าสนใจมาแนะนำกัน เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจว่าจะซื้อแบบไหนให้กระต่ายที่บ้านดี

กระต่ายต้องกินอาหารเม็ดไหม ?

การให้อาหารเม็ดกระต่ายคุณภาพสูงที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้กระต่ายมีสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งการให้อาหารเม็ดมากเกินไปหรือให้อาหารเม็ดคุณภาพต่ำ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเช่น โรคอ้วนและปัญหาทางเดินอาหารได้ 

โดยทั่วไปแล้วร่างกายของกระต่ายจะต้องการอาหารที่มีกากใยสูง ซึ่งประกอบด้วยหญ้าแห้งหรือหญ้าสดประมาณ 85-90%, ผักใบเขียวที่ปลอดภัยสำหรับกระต่าย 10%, อาหารเม็ดสำหรับกระต่าย 5% และอาหารเพื่อสุขภาพเป็นครั้งคราว

ควรให้อาหารเม็ดบ่อยแค่ไหน ?

อาหารเม็ดกระต่าย

กระต่ายควรบริโภคหญ้าแห้งคุณภาพดีประมาณ 85-90% และอาหารเม็ดอีกประมาณ 5% โดยให้ในปริมาณที่เหมาะสมตามประเภทและน้ำหนักของกระต่าย ซึ่งมักจะมีคำแนะนำระบุไว้ที่หลังบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ควรให้กินน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอและสม่ำเสมอด้วย

อาหารเม็ดกระต่ายทำจากอะไร ?

อาหารเม็ดกระต่าย

อาหารเม็ดกระต่ายมักทำมาจากหญ้าและส่วนผสมอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งถูกบีบอัดเป็นเม็ดเล็ก ๆ เพื่อให้สามารถผสมในอาหารแต่ละมื้อได้ง่าย และเพื่อไม่ให้กระต่ายเลือกกินเฉพาะส่วนที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ โดยวิตามินและแร่ธาตุที่อยู่ในอาหารเม็ดจะมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ผิวหนัง ขน ให้แข็งแรง และช่วยส่งเสริมระบบการย่อยอาหาร เมื่อให้รวมกับอาหารในแต่ละมื้อ

อาหารเม็ดกระต่าย ยี่ห้อไหนดี

1. อาหารกระต่าย Versele-Laga

อาหารกระต่าย Versele-Laga

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Versele-Laga

Versele Laga (เวอร์เซเล ลากา) แบรนด์อาหารเม็ดกระต่ายนำเข้าจากเบลเยียม ผลิตจากวัตถุดิบมีคุณภาพ อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินต่าง ๆ ช่วยให้กระต่ายขนสวย มีสุขภาพที่ดี มีหลายสูตรให้เลือกตามช่วงอายุของกระต่ายแต่ละวัย 

2. อาหารกระต่าย Oxbow

อาหารกระต่าย Oxbow

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก OXBOW Thailand

          Oxbow (ออกซ์โบว์) แบรนด์อาหารเม็ดสูตรธรรมชาติ นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา สำหรับสัตว์เล็กรวมถึงกระต่าย ใช้หญ้าทิโมธีเป็นส่วนผสมหลัก พร้อมกับการปรับปรุงแต่ละสูตรให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย เพื่อให้กระต่ายเติบโตตามวัยอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังไม่มีสารเติมแต่ง สารกันบูด รวมถึงลิเทียม อุดมไปด้วยสารจำเป็น มีวิตามิน แร่ธาตุ กากใยสูง และโปรตีน-ไขมันต่ำ

3. อาหารกระต่าย bunnyNature

อาหารกระต่าย bunnyNature

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก bunnyNature world

Bunny Nature (บันนี่ เนเจอร์) แบรนด์อาหารสัตว์เล็ก รวมถึงอาหารเม็ดกระต่ายจากเยอรมนี ที่มีให้เลือกหลากหลายสูตร ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ มีสารอาหารในปริมาณเหมาะสม มีสูตรให้เลือกตามวัยและการบำรุงส่วนต่าง ๆ เช่น ขน กระดูก และฟัน

4. อาหารกระต่าย APro I.Q. Formula

อาหารกระต่าย APro I.Q. Formula

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก APro I.Q. Formula

APro I.Q. Formula (เอโปร® ไอ.คิว. ฟอร์มูล่า) อาหารเม็ดที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับเลี้ยงกระต่ายโดยเฉพาะ ช่วยให้กระต่ายมีสุขภาพดี แข็งแรง เจริญเติบโตดี ไม่ป่วยเป็นโรคได้ง่าย อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร มีให้เลือกหลายสูตรตามช่วงวัย สำหรับพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ และสูตรช่วยควบคุมกลิ่น 

5. อาหารกระต่าย Randolph Animal Healthcare

อาหารกระต่าย Randolph Animal Healthcare

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Randolph AHC

Randolph Animal Healthcare (แรนดอล์ฟ แอนิมัล เฮลท์แคร์) แบรนด์อาหารเม็ดกระต่ายเกรดพรีเมียม มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม คิดค้นสูตรโดยสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ อุดมด้วยโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เหมาะสมกับการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงวัย ทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพช่องปากอีกด้วย 

6. อาหารกระต่าย Rabbit Diet

อาหารกระต่าย Rabbit Diet

ภาพจาก : perfectcompanion.com

Rabbit Diet (แร็บบิท ไดเอท) อาหารเม็ดกระต่ายที่มีส่วนผสมของหญ้าทิโมธีและเส้นใยที่มีคุณภาพสูง พร้อมยักคาช่วยลดกลิ่นมูล เหมาะสำหรับกระต่ายทุกช่วงวัย มี 2 สูตรให้เลือก คือ กลิ่นไวลด์เบอร์รี ที่อุดมไปด้วยใยอาหารจากธรรมชาติ ช่วยลดการสร้างก้อนขน และกลิ่นแอปเปิล ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เพื่อผิวหนังที่แข็งแรงและขนที่เงางาม

7. อาหารกระต่าย Vetrec

อาหารกระต่าย Vetrec

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก VETREC

           Vetrec (เวทเรค) อาหารสูตรเฉพาะสำหรับกระต่ายโตเต็มวัย อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และพลังงานที่เพียงพอ มีระดับของกากอาหารสำหรับกระตุ้นการขับถ่ายให้เป็นปกติ เสริมพรีไบโอติกต้านเชื้อโรค และช่วยเพิ่มการย่อยของอาหาร วัตถุดิบหลักประกอบไปด้วย หญ้าทิโมธีป่น อัลฟาฟาป่น กากถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว รำละเอียด กากน้ำตาล เกลือ ยีสต์ และสารอาหารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย

8. อาหารกระต่าย Briter Bunny

อาหารกระต่าย Briter Bunny

ภาพจาก : perfectcompanion.com

อาหารกระต่าย Briter Bunny (ไบรท์เทอร์ บันนี่) อาหารเม็ดกระต่ายที่อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน มีทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่พบในพืชและผักต่าง ๆ ได้แก่ ไบโอติน เพื่อผิวสุขภาพดี ขนเงางาม, เบต้าแคโรทีน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในทุกช่วงอายุของกระต่าย, วิตามินที่จำเป็น ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง สดชื่น สดใส และวิตามินซี ที่จะช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันและลดความเครียดของกระต่าย

9. อาหารกระต่าย SmartHeart Gold

อาหารกระต่าย SmartHeart Gold

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก SmartHeart

SmartHeart Gold (สมาร์ทฮาร์ท โกลด์) อาหารเม็ดกระต่ายที่ใช้หญ้าทิโมธีและวัตถุดิบที่มีคุณภาพเป็นส่วนผสมหลัก เน้นวิตามินและแร่ธาตุบำรุงร่างกาย รวมถึงสารสกัดจากยักคาช่วยลดกลิ่นมูล มีหลายสูตรให้เลือกตามวัยและสุขภาพของกระต่าย

หลังจากที่ได้รู้จักกับอาหารเม็ดยี่ห้อต่าง ๆ ที่แนะนำกันไปแล้ว ยังไงในการเลือกซื้อก็จะต้องไม่ลืมคำนึงถึงเรื่องสุขภาพของกระต่ายกันเป็นหลักด้วยนะคะ เพื่อที่น้อง ๆ จะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและอยู่กับเราไปนาน ๆ

เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกระต่าย :

วิธีเลี้ยงกระต่ายและสายพันธุ์ยอดนิยม การเลี้ยงกระต่ายไม่ยากหากรู้ไว้ก่อน !
ฝึกกระต่ายให้เชื่อง ทำได้เองด้วยขั้นตอนง่าย ๆ 

ขอบคุณข้อมูลจาก : burgesspetcare.com, versele-laga.com, oxbowthailand.com, bunny-nature.com, perfectcompanion.com, randolphanimalhealthcare.com และ เฟซบุ๊ก VETREC

เมื่อนกฮูกบาดเจ็บบินหาตำรวจถึงที่ เรื่องราวน่ารักเลยบังเกิด

         มาดูเหตุการณ์สุดน่ารัก เมื่อนกฮูกบาดเจ็บบินหามนุษย์ถึงที่ โฉบลงที่สถานีตำรวจ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำยิ้มแบบหยุดไม่ได้

          สำนักข่าวซินหัว  เผยว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่สถานีตำรวจท้องถิ่นในมณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วงจรปิดจับภาพเจ้านกฮูกตัวหนึ่งบินมาลงที่สถานีแล้วยืนตาแป๋วรอให้ตำรวจมาพบ และหลังจากตำรวจมาดูมันแล้วก็พบว่ามันบาดเจ็บ เลยพามันไปหาหมอ ความน่ารักเกิดขึ้นเมื่อมันยอมให้มนุษย์พาไปนู่นไปนี่ แถมยอมให้ทำแผลและป้อนข้าวป้อนน้ำแต่โดยดี เหมือนรู้ว่ามนุษย์ใจดีกำลังช่วยเหลือ ก่อนที่จะปล่อยมันคืนสู่ธรรมชาติไปเมื่อหายดีแล้ว

นกฮูก

ภาพจาก สำนักข่าวซินหัว

นกฮูก

ภาพจาก สำนักข่าวซินหัว

นกฮูก

ภาพจาก สำนักข่าวซินหัว

นกฮูกบาดเจ็บ

ภาพจาก สำนักข่าวซินหัว

วิธีปล่อยปลาให้ถูกต้อง ทำบุญยังไงให้ได้บุญ ไม่ทำลายระบบนิเวศ

วิธีปล่อยปลาสะเดาะเคราะห์ เรื่องควรรู้ก่อนทำบุญปล่อยปลา ไปดูกันว่าปลาแต่ละสายพันธุ์เหมาะกับพื้นที่แบบใด จะได้นำไปปล่อยให้ถูกต้อง และไม่กระทบกับระบบนิเวศ

วิธีปล่อยปลาสะเดาะเคราะห์

หากพูดถึงการทำบุญแล้ว การทําบุญปล่อยปลาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมทำกัน โดยเฉพาะในช่วงขึ้นปีใหม่ แต่ถ้าหากไม่รู้วิธีการปล่อยปลาที่ถูกต้องก็อาจส่งผลเสียต่อตัวปลาไปจนถึงระบบนิเวศในแหล่งน้ำก็ได้ วันนี้เราจึงจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีปล่อยปลา ว่าจะทำบุญยังไงไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศ ถ้าอยากรู้แล้วก็ตามไปอ่านกันเลย

อ่านเพิ่มเติม : ความหมายการปล่อยปลาสะเดาะเคราะห์

วิธีปล่อยปลาสะเดาะเคราะห์

เลือกปลาให้เหมาะกับแหล่งน้ำ

ควรเลือกปลาพื้นถิ่นหรือปลาที่เหมาะกับแหล่งน้ำนั้น ๆ นอกจากนี้ปลาควรมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีแผลตามตัว ไม่เป็นพาหะหรือเป็นโรคที่อาจจะทำให้เกิดการแพร่ระบาด ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของปลาที่นำไปปล่อย และรักษาสมดุลของระบบนิเวศไปพร้อมกัน 

ปล่อยในเวลาที่เหมาะสม

เวลาในการปล่อยสัตว์น้ำควรเป็นเวลาเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด ก่อนปล่อยควรนำน้ำจากแหล่งน้ำที่จะปล่อยปลามาผสมกับน้ำเดิมที่ปลาอยู่ก่อน เพื่อให้ปลาได้ปรับตัว จากนั้นก็ค่อย ๆ ปล่อยปลาลงไปในแหล่งน้ำ  

ความหนาแน่นของสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ควรคํานึงถึงปริมาณความหนาแน่นของสัตว์น้ำในแหล่งน้ำนั้น ๆ ซึ่งถ้าหากแหล่งน้ำนั้นมีสัตว์น้ำจำนวนมากก็ไม่ควรปล่อยลงไปเพิ่ม เพราะจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ เกิดของเสียสะสม และอาจทำให้สัตว์น้ำตายเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะในแหล่งน้ำปิดที่ไม่มีทางเชื่อมต่อ

ปลาที่ไม่ควรนำไปปล่อย

วิธีปล่อยปลาสะเดาะเคราะห์

สัตว์น้ำที่ไม่ควรนำไปปล่อย ได้แก่ กลุ่มกินเนื้อเป็นอาหาร เช่น ปลาชะโด และสัตว์น้ำต่างถิ่น เช่น ปลาหมอมายัน ปลาซัคเกอร์ เต่าแก้มแดง กุ้งเครย์ฟิช ฯลฯ เพราะหากนำไปปล่อยโดยไม่มีการควบคุมก็จะทำให้เกิดการรุกราน เช่น เกิดการแย่งอาหาร โดนสัตว์ต่างถิ่นกินไข่หรือตัวอ่อน อาจทำให้เกิดโรคจากสัตว์ที่เป็นพาหะ นอกจากจะทำลายระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้น ๆ แล้ว ยังส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำพื้นถิ่นหรือสัตว์น้ำที่มีอยู่ในธรรมชาติค่อย ๆ ลดน้อยลงไปด้วย

ปลาที่นิยมปล่อยลงแม่น้ำ

1. ปลาสวาย

ปลาสวาย

ปลาสวาย (Striped Catfish) มีลักษณะลำตัวยาว สีนวลขาว หลังมีสีเข้ม ครีบมีสีเหลืองอ่อน หน้าทู่ ปากกว้าง มีหนวด 2 คู่ ส่วนหัวจะลาดไปถึงบริเวณปาก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดใหญ่และใช้พื้นที่กว้างในการอยู่อาศัย ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้พรรณไม้น้ำ 

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ : แม่น้ำ ลำคลอง ที่ระดับน้ำมีความลึกและกระแสน้ำไหลแรง 

2. ปลาตะเพียน

ปลาตะเพียน

ปลาตะเพียน (Common Silver Barb) มีลักษณะลำตัวอ้วนป้อม สีเขียวอมฟ้า ท้องขาว ด้านหลังมีสีน้ำตาลอมเทา หัวเล็ก เกล็ดใหญ่ ปากเล็ก มีก้านครีบอ่อนของครีบก้นอยู่ 5-6 ก้าน ว่ายน้ำได้รวดเร็ว กระโดดได้สูง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี และชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง 

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ : แม่น้ำ ลำคลอง ที่ระดับน้ำมีความลึกและกว้าง

3. ปลากราย

ปลากราย

ปลากราย (Spotted Featherback) ลำตัวและท้องแบน สันหลังสูงแล้วค่อย ๆ ลาดลงไปทางหาง ลำตัวมีสีเทาเงิน เกล็ดละเอียด หัวเล็ก ปากสั้นทู่ เมื่อเป็นลูกปลาจะมีแถบสีดำพาดขวางลำตัว แล้วค่อย ๆ กลายเป็นจุดดำอยู่บริเวณท้องไปจนถึงหางแทน ชอบอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ไม่ชอบแสงสว่าง ออกหากินตอนกลางคืน และมักซ่อนอยู่ตามซอกหินหรือตอไม้

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ แม่น้ำ ลำคลอง เลือกขนาด 4-5 นิ้วขึ้นไป แบ่งปล่อยให้กระจายตามจุดต่าง ๆ

4. ปลาช่อน

ปลาช่อน

ปลาช่อน (Striped Snakehead Fish) มีหัวโต ลำตัวอ้วนกลมยาวเรียวเป็นทรงกระบอก มีเกล็ดขนาดใหญ่ สีน้ำตาลอ่อนหรือสีคล้ำอมมะกอก และมีลายทแยงสีคล้ำตลอดทั้งลำตัว มีตั้งแต่ขนาด 30-40 เซนติเมตร ไปจนถึง 1 เมตร ชอบอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ ตามริมตลิ่งชายคลองที่มีพืชน้ำขึ้น ไม่ควรปล่อยจำนวนมากเนื่องจากกินเนื้อเป็นอาหาร

5. ปลาไหล

ปลาไหล

ปลาไหล (Swamp Eel) ลักษณะลำตัวคล้ายงู ไม่มีครีบ ไม่มีเกล็ด มีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเหลือง ลำตัวมีสีเข้มกว่าส่วนท้อง ไม่มีก้าง แต่มีกระดูกสันหลัง เมื่อโตเต็มที่จะมีตั้งแต่ขนาด 0.5-1 เมตร และกินเนื้อเป็นอาหารหลัก

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะและกระแสน้ำไหลไม่แรงมาก

6. ปลาดุกอุย หรือปลาดุกนา

ปลาดุกอุยหรือปลาดุกนา

ปลาดุกอุย หรือปลาดุกนา (Clarias Macrocephalus) ปลาพื้นบ้านของไทย ลำตัวทู่ ไม่มีเกล็ด สีค่อนข้างเหลืองและมีจุดประตามตัว ที่หัวมีหนวด 4 เส้น 

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไหลไม่แรงมาก มีกอหญ้าอยู่ริมตลิ่ง

7. ปลาบู่ทราย

ปลาบู่ทราย

 ปลาบู่ทราย (Sand Goby, Marbled Sleeper) ลำตัวค่อนข้างกลม ตัวสีดำ มีลายสีน้ำตาลพาดไขว้ด้านข้างลำตัว ขนาดประมาณ 20 เซนติเมตร อาศัยในแหล่งน้ำนิ่งและแม่น้ำ พบได้ทุกภาคของประเทศไทย

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ บริเวณที่เป็นกองหิน ขอนไม้ หรือไม้ชายน้ำ ควรปล่อยตัวที่มีขนาดโตหน่อย

8. ปลาหมอไทย

ปลาหมอไทย

ปลาหมอไทย (Climbing Perch, Walking Fish) ลักษณะลําตัวป้อมแบน เกล็ดแข็ง มีสีน้ำตาลเหลืองปนดําและแถบ 7-8 แถบ มีจุดสีดำที่โคนหาง หัวเล็กสั้นและลาดลง อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำจืดทั่วไปทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล

แหล่งน้ำที่ปล่อยได้ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไหลไม่แรงมาก มีกอหญ้าอยู่ริมตลิ่ง ไม่ควรปล่อยลงแม่น้ำใหญ่

ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลต่าง ๆ ที่ควรรู้ไว้ก่อนจะทำบุญด้วยการปล่อยปลา เพื่อที่จะได้ทำบุญกันอย่างสุขใจและไม่สร้างผลเสียต่อระบบนิเวศกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : foodnetworksolution.com, ku.ac.th, pasusat.com, fisheries.go.th (1) (2),  thaihealth.or.th, และ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์

ทำความรู้จัก ไลเกอร์ สัตว์สายเลือดผสมจากตระกูลเจ้าป่า

ทำความรู้จัก ไลเกอร์ สัตว์ลูกครึ่งเลือดผสมจากเจ้าป่า 2 ชนิดระหว่างเสือและสิงโต มีลักษณะแตกต่างอย่างไรไปดูกัน

ไลเกอร์ Liger

เรียกว่าทำเอาหลายคนตกใจไม่น้อย หลังจากพบภาพสัตว์คล้ายลูกเสือโคร่งหลุดมาเดินกลางถนน ซึ่งในเวลาต่อมาพบว่าเป็น ลูกไลเกอร์ วันนี้ไปทำความรู้จักสัตว์ที่เรียกว่า ไลเกอร์ กัน ว่าต่างจากเสืออย่างไร

ไลเกอร์ คือ

ไลเกอร์ คือ

ไลเกอร์ (Liger) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Panthera leo x Panthera tigris เป็นสัตว์ไฮบริด หรือสัตว์ลูกผสม ที่เกิดจากสิงโตตัวผู้กับเสือตัวเมีย ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดเองตามธรรมชาติและการผสมเทียม 

ลักษณะเด่นของไลเกอร์ คือ มีลายพาดขวางแบบเสือจาง ๆ มีขนสีน้ำตาลทองและแผงคอแบบสิงโตตัวผู้ อีกทั้งยังมีลำตัวขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่าเสือและสิงโตทั่วไป และเนื่องจากไม่จัดเป็นสัตว์ป่า ณ ขณะนี้จึงยังไม่มีกฎหมายคุ้มครอง 

โดย ในปี 2013 กินเนสส์บุ๊ก ได้มีการบันทึกให้ไลเกอร์ที่ชื่อ เฮอร์คิวลิส เป็นแมวตัวใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยขนาดลำตัวที่มีความยาวถึง 3.3 เมตร ความสูง 1.25 เมตร และหนักถึง 418.2 กิโลกรัม 
ไลเกอร์ กับ ไทกอน ต่างกันอย่างไร

ไลเกอร์ นิสัย

ทั้งนี้แม้ ไลเกอร์ กับ ไทกอน (Tigon) จะเกิดจากสัตว์ชนิดเดียวกัน แต่ ไลเกอร์ ก็ต่างจาก ไทกอน เพราะไทกอนเกิดเสือตัวผู้กับสิงโตตัวเมีย อาจจะขนาดเท่ากับหรือตัวเล็กกว่าต้นกำเนิดของพวกมัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากทั้ง ไลเกอร์ และ ไทกอน เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตามมา ส่วนใหญ่ไลเกอร์ตัวผู้จะเป็นหมัน และอายุเฉลี่ยค่อนข้างสั้น 

ไลเกอร์ นิสัยและพฤติกรรม

ไลเกอร์ ลักษณะ

เนื่องจาก ไลเกอร์ เป็นสัตว์ลูกผสม เลยมีทั้งนิสัยและพฤติกรรมคล้ายกับเสือและสิงโตผสมกัน เช่น เป็นสัตว์ที่ชอบเข้าสังคมและมีพละกำลังมากแบบสิงโต ไลเกอร์บางตัวก็สนุกกับการเล่นน้ำ มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วแบบเสือ รวมถึงสามารถวิ่งได้ไกลถึง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เพราะลักษณะคล้ายกับเสือและสิงโตจึงอาจจะทำให้หลายคนสับสนได้ คราวนี้ก็ได้รู้จักไลเกอร์มากขึ้นกันแล้วนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Office, Thailand, steemit.com, guinnessworldrecords.com และ britannica.com